fieldjournalid
![]() | สารนิพนธ์ (MBJ) 2024 |
| 1. | พฤติกรรมผู้บริโภคและส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น (YAKINIKU) [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ชินพัสท์ นิตยะวานิชย์ | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เปรียบเทียบประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นของผู้บริโภค 2.เปรียบเทียบพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นของผู้บริโภค และ3.ศึกษาส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ ผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน และสถิติเชิงอนุมานประกอบด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ
ผลการศึกษา 1. ผลการเปรียบเทียบประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นของผู้บริโภคแตกต่างกัน พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษาส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นของผู้บริโภคแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้บริโภคส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นของผู้บริโภคแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการทดสอบสมมติฐาน 3. พบว่า ส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ด้านผลิตภัณฑ์ (β =0.393) ด้านลักษณะทางกายภาพ (β =0.267) และด้านช่องทางการจัดจําหน่าย (β =0.146) ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีสัมประสิทธิ์การตัดสินใจเชิงพหุหรือค่าอำนาจในการพยากรณ์ ร้อยละ 50.7
ข้อเสนอแนะสำหรับร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น (YAKINIKU) เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิ
Full Text : Download! |
||
| 2. | ปัจจัยจูงใจ ปัจจัยสุขอนามัย และอุปถัมภ์จากองค์กรส่งผลต่อความผูกพันในงานและความผูกพันต่อองค์กร กรณีศึกษา ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : พรชนัน ยิ่งตระกูล | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยจูงใจ ปัจจัยสุขอนามัย อุปถัมภ์จากองค์กร ความผูกพันในงานและความผูกพันต่อองค์กร 2) ปัจจัยจูงใจส่งผลต่อความผูกพันในงาน 3) ปัจจัยสุขอนามัยส่งผลต่อความผูกพันในงาน 4) อุปถัมภ์จากองค์กรส่งผลต่อความผูกพันในงาน และ 5) ความผูกพันในงานส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร ทั้งนี้ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือบุคลากรที่ทำงานประจำในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง จำนวน 142 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ โดยใช้การวิเคราะห์ตัวแบบสมการเชิงโครงสร้าง (SEM) โดยโปรแกรม Smart PLS 4.1.0.9
ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยความผูกพันในงานอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.38) ความผูกพันต่อองค์กรอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.32) ปัจจัยสุขอนามัยอยู่ในระดับมาก ( =4.15) ปัจจัยจูงใจอยู่ในระดับมาก ( =4.06) และอุปถัมภ์จากองค์กรอยู่ในระดับมาก ( =4.05) ผลการทดสอบสมมติฐาน 2) พบว่าปัจจัยจูงใจ (Path Coefficients = 0.296) ส่งผลต่อความผูกพันในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) พบว่าปัจจัยสุขอนามัย (Path Coefficients = 0.294) ส่งผลต่อความผูกพันในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) พบว่าอุปถัมภ์จากองค์กรส่งผลต่อความผูกพันในงานอย่างไม่มีนัยสำคัญ และ 5) ความผูกพันในงาน (Path Coefficients = 0.756) ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ดังนั้น บริษัทควรพิจารณาปัจจัยจูงใจในเรื่องการมอบหมายงานที่ท้าทายเพื่อให้พนักงานได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่และแสดงความชื่นชมเมื่อพนักงานทำงานบรรลุเป้าหมาย ในส่วนของปัจจัยสุขอนามัยบริษัทควรกำหนดนโยบายและเป้าหมายในการท
Full Text : Download! |
||
| 3. | พฤติกรรมผู้บริโภคและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำบัตรคอนเสิร์ตศิลปินJ-Pop และ J-Rock ของคนเจนเนอเรชั่น Y และ Z [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : พรนภัส ยิ่งตระกูล | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้คุณค่าตราสินค้าและการตัดสินใจซื้อซ้ำบัตรคอนเสิร์ตศิลปิน J-Pop และ J-Rock ของคนเจนเนอเรชั่น Y และ Z 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการรับชมคอนเสิร์ตส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำบัตรคอนเสิร์ตศิลปิน J-Pop และ J-Rock ของคนเจนเนอเรชั่น Y และ Z แตกต่างกัน 3) ศึกษาการรับรู้คุณค่าตราสินค้าส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำบัตรคอนเสิร์ตศิลปิน J-Pop และ J-Rock ของคนเจนเนอเรชั่น Y และ Z ทั้งนี้ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือผู้ที่ซื้อบัตรคอนเสิร์ตศิลปิน J-Pop และ J-Rock เจนเนอเรชั่น Y และ Z จำนวนทั้งสิ้น 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การทดสอบความแตกต่าง 2 กลุ่มตัวอย่าง (Independent Sample t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Analysis of Variance : ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ(Multiple Linear Regression)
ผลการศึกษา 1) ระดับความคิดเห็นเฉลี่ยคุณค่าตราสินค้าอยู่ในระดับสูงมาก มีค่าเฉลี่ย 4.50 และการตัดสินใจซื้อซ้ำบัตรคอนเสิร์ตอยู่ในระดับสูง มีค่าเฉลี่ย 4.12 และ 2) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมในเรื่องเหตุผลในการซื้อบัตรคอนเสิร์ต พบว่าเหตุผลในการซื้อเนื่องจากความชื่นชอบศิลปิน J-Pop และ J-Rock ความชื่นชอบเพลงญี่ปุ่น ซื้อชมเพื่อความผ่อนคลาย และซื้อเพื่อต้องการชมการแสดงสดส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำบัตรคอนเสิร์ตศิลปิน J-Pop และ J-Rock ของคนเจนเนอเรชั่น Y และ Z แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และ3) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าคุณค่าตราสินค้าด้านความภักดีต่อตราสินค้าส่งผลมากที่สุด ( = 0.350) ด้านการรู้จักตราสินค้า ( = 0.251) และด้านการรับรู้คุณภาพ ( = 0.1
Full Text : Download! |
||
| 4. | พฤติกรรมการซื้อและส่วนผสมทางการตลาด 4Ps ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำสินค้าอาร์ตทอยของผู้บริโภคในจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : รมณ จิตนุกูล | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับส่วนผสมทางการตลาด 4Ps และการตัดสินใจซื้อซ้ำสินค้าอาร์ตทอย 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมของการซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าอาร์ตทอย 3) ศึกษาส่วนผสมทางการตลาดส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำสินค้าอาร์ตทอยของผู้บริโภคในจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าอาร์ตทอย จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การทดสอบของกลุ่มตัวอย่างที่มีความเป็นอิสระต่อกัน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรต้นและตัวแปรตาม
ผลการศึกษา 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด 4Ps อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.08 และพฤติกรรมหลังการตัดสินใจซื้อที่ส่งผลให้เกิดการซื้อซ้ำ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.15 และ 2) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมของการซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าอาร์ตทอย พบว่า เหตุผลในการซื้อสินค้าอาร์ตทอยที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ซื้อตามคนรอบข้าง เพื่อน กระแสโซเชียล โดยเพื่อน แฟน ครอบครัว มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด และช่วงเวลาที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ การซื้อสินค้าในช่วงวันเงินเดือนออก ด้านช่องทางการขาย พบว่า Resell shop มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อมากกว่าช่องทางอื่น นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าที่ซื้อสินค้าอาร์ตทอย พบว่า อิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อต่อครั้งอยู่ที่ 100-500 บาท อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และ 3) ผลการตรวจสอบสมมุติฐานพบว่า ส่วนประสมทางการตลาด ในด้านผลิตภัณฑ์มีอิธิพลมากที่สุด = 0.306 รองลงมาคือด้านช่องทางการจำหน่าย
Full Text : Download! |
||
| 5. | ส่วนประสมทางการตลาด 4Ps และพฤติกรรมผู้บริโภคส่งผลต่อพฤติกรรมหลังการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ธมนวรรณ อินทรสถิตย์ | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับส่วนประสมทางการตลาด 4Ps และพฤติกรรมหลังการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น 2) ส่วนประสมทางการตลาด 4Ps ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมหลังการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น 3) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้บริโภคที่ส่งผลต่อพฤติกรรมหลังการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือผู้บริโภคที่เคยซื้อเครื่องสำอางจากร้าน Matsumoto Kiyoshi, Tsuruha, Eve and Boy, Watsons, Donki จำนวน 400 ราย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรต้นและตัวแปรตาม
ผลการศึกษา 1) ระดับส่วนประสมทางการตลาด 4Ps อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.32 และพฤติกรรมหลังการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอาง อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.35 2) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่าประเภทเครื่องสำอางที่มีอิทธิพลสูงสุดคืออายแชโดว์ โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความไว้วางใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด โดยครอบครัวมีอิทธิพลมากที่สุด ด้านสถานที่และวิธีการซื้อพบว่า Tsuruha มีผลกระทบต่อพฤติกรรมหลังการตัดสินใจซื้อมากกว่าสถานที่อื่น นอกจากนี้การไปซื้อด้วยตนเองที่หน้าร้านมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อมากกว่าการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลมากที่สุด ( = 0.376) การส่งเสริมการขาย ( = 0.263) ราคา ( = 0.142) และช่องทางการจัดจำหน่าย ( = 0.117) ส่งผล
Full Text : Download! |
||
| 6. | พฤติกรรมผู้บริโภคและส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการเข้าใช้บริการร้านทาเล็บสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ลภัสรดา ธนาพิภัทร์ | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับส่วนประสมทางการตลาด 7Ps และการตัดสินใจใช้บริการร้านทาเล็บสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมของผู้บริโภคมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านทาเล็บสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย 3)เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ ร้าน ทาเล็บสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ ผู้ที่เคยใช้บริการร้านทาเล็บสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย จานวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ
ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับส่วนประสมทางการตลาด 7Ps โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.19 และพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านทาเล็บสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก 4.05 2) ผลการเปรียบเทียบการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านทาเล็บพบว่า เหตุผลการเข้าใช้บริการร้านทาเล็บ ประเภทของการเลือกใช้บริการ วันที่เข้าใช้บริการ ค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งในการเข้าใช้บริการ แหล่งข้อมูลในการตัดสินใจเข้าใช้บริการ และผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจเข้าใช้บริการส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าใช้บริการร้านทาเล็บสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 3) ผลการศึกษาส่วนประสมทางการตลาด 7Ps พบว่า ด้านราคาเป็นปัจจัยที่สาคัญที่สุด รองลงมาคือด้านสิ่งนาเสนอทางกายภาพ ด้านบุคลากร การด้านส่งเสริมการขาย ด้านกระบวนการ ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านช่องทางการจาหน่ายหรือสถานที่ ตามลาดับส่งผลต่อการตตัดสินใจใช้บริการร้านทาเล็บสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระด
Full Text : Download! |
||
| 7. | ส่วนประสมทางการตลาด 4Ps และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อซ้ำเสื้อผ้ามือสอง นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ณภัทร อัณประยูร | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับส่วนผสมทางการตลาด และการ
ตั้งใจซื้อซ้ำเสื้อผ้ามือสองนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น 2) เพื่อศึกษาส่วนผสมทางการตลาด (4Ps) ที่
ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อซ้ำเสื้อผ้ามือสองนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น 3) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรม
ผู้บริโภคส่งผลต่อการตั้งใจซื้อซ้ำเสื้อผ้ามือสองนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ตัวอย่าง
ที่ใช้ในการวิจัยคือผู้บริโภคที่เคยซื้อเสื้อผ้ามือสองนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในเขต
กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 400 ราย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล
สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การวิเคราะห์ความแปรปรวน
ทางเดียวและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ
ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับส่วนประสมทางการตลาด 4Ps อยู่ในระดับมากที่สุด มี
ค่าเฉลี่ย 4.33 และการตั้งใจซื้อซ้ำเสื้อผ้ามือสองนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น อยู่ในระดับมากที่สุด มี
ค่าเฉลี่ย 4.41 2) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าผลิตภัณฑ์ส่งผลมากที่สุด ( = 0.502) รองลงมา
คือ ราคา ( = 0.239) และการส่งเสริมการขาย ( = 0.191) ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อซ้ำเสื้อผ้ามือ
สองนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น มีค่าอำนาจในการพยากรณ์ ร้อยละ 71.7 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
0.05 3) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า ช่องทางการซื้อเสื้อผ้ามือสอง ช่วงเวลาครัง้
ล่าสุดที่ซื้อเสื้อผ้ามือสอง เหตุผลที่ตัดสินใจซื้อเสื้อผ้ามือสอง ผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้า
มือสอง และมูลค่าการใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในการซื้อเสื้อผ้ามือสองส่งผลต่อการตั้งใจซื้อซ้ำแตกต่างกัน
อย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้นำเข้าเสื้อผ้ามือสองจากญี่ปุ่
Full Text : Download! |
||
| 8. | การบริหารการผลิตแบบญี่ปุ่นและการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (TQM) ที่ส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิต กรณีศึกษา บริษัทผลิตชิ้นส่วนทองเหลือง ในเครื่องปรับอากาศแห่งหนึ่ง ในจังหวัดปทุมธานี [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : เสาวลักษณ์ ทองเอียด | ||
| การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารการผลิตแบบญี่ปุ่น การบริหาร
คุณภาพทั่วทั้งองค์กร และการลดต้นทุนการผลิต 2) การบริหารการผลิตแบบญี่ปุ่นที่ส่งผลต่อการ
ลดต้นทุนการผลิต 3) การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (TQM) ที่ส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิต
โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานระดับปฏิบัติการ (Staff)
หัวหน้างานระดับ Asst. leader/Leader และหัวหน้างานระดับ Asst. Supervisor/ Supervisor ของ
แผนกผลิต Production 1 และแผนกผลิต Production 2 ของบริษัทผลิตชิ้นส่วนทองเหลืองในเครื่อง
ปรับอากาศแห่งหนึ่ง ในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 110 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารการผลิตแบบญี่ปุ่น การบริหารคุณภาพทั่วทั้ง
องค์กร และการลดต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 3.50 3.81 และ 4.07 ตามลำดับ
2) การบริหารการผลิตแบบญี่ปุ่นด้านมาตรฐานการปฏิบัติงานและด้านกิจกรรมการปรับปรุงอย่าง
ต่อเนื่องส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิตโดยมีสัมประสิทธิ์การตัดสินใจเชิงพหุหรือค่าอำนาจในการ
พยากรณ์ ร้อยละ 42.80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ3) การบริหารคุณภาพทั่วทั้ง
องค์กรด้านการพัฒนาคุณภาพและกระบวนการ และด้านการมีส่วนร่วมของพนักงานส่งผลต่อการ
ลดต้นทุนการผลิต โดยมีสัมประสิทธิ์การตัดสินใจเชิงพหุหรือค่าอำนาจในการพยากรณ์ ร้อยละ 52.90
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำมาตรฐาน
การทำงานอย่างมีระบบ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาคุณภาพและกระบวนการ รวมถึง
การส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการลด
Full Text : Download! |
||
| 9. | ส่วนประสมทางการตลาด 7Ps และคุณค่าตราสินค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านอาหารชาบูสไตล์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ศิระเชษฐ์ ฉันจรัสวิชัย | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับส่วนประสมทางการตลาด 7Ps และคุณค่าตราสินค้าและการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านอาหารชาบูสไตล์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง 2) เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านอาหารชาบูสไตล์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง 3) เพื่อศึกษาคุณค่าตราสินค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านอาหารชาบูสไตล์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านอาหารชาบูสไตล์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ
ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับส่วนประสมทางการตลาด 7Ps โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.69 คุณค่าตราสินค้า โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.69 และการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านอาหารชาบูสไตล์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.67 ผลการทดสอบสมมุติฐานพบว่า 2) ส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ด้านผลิตภัณฑ์มีค่า ( = 0.275) ด้านการส่งเสริมการขายมีค่ามากกว่า = 0.241 ด้านบุคลากรมีค่า = 0.179 และด้านกายภาพมีค่า = 0.137 ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านอาหารชาบูสไตล์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง โดยตัวแปรทั้งหมดร่วมกันพยากรณ์การมีค่าอำนาจในการพยากรณ์ ร้อยละ 43.8 มีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 และพบว่า 3) คุณค่าตราสินค้า ด้านความภักดีในตราสินค้า = 0.334 ด้านความผูกพันกับตราสินค้า = 0.229 ด้านการรู้จักตราสินค้า = 0.167 และด้านการรับรู้ในคุณภาพ = 0.151 ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซ้ำร้านอาหารชาบูสไตล์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง โดยตัวแปรทั้งหมดร่วมกันพยากรณ์การมีค่าอำนาจในการพยากรณ์ ร้อยละ 51.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01
ข้อเสนอแนะ องค์กรควรกำหนดกลยุทธ์การตลาด โด
Full Text : Download! |
||
| 10. | ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้จัดการและการสื่อสารแบบญี่ปุ่น (โฮเรนโซ) ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรและความผูกพันในงานของพนักงานบริษัทผลิตชิ้นส่วนทำความเย็นแห่งหนึ่ง. [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ศิรธิดา ดวงหะคลัง | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้จัดการ การสื่อสารแบบญี่ปุ่น (โฮเรนโซ) ความผูกพันในงานและความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน 2) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้จัดการที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้จัดการที่ส่งผลต่อความผูกพันในงานของพนักงาน 4) เพื่อศึกษาการสื่อสารแบบญี่ปุ่น (โฮเรนโซ) ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน 5) เพื่อศึกษาการสื่อสารแบบญี่ปุ่น (โฮเรนโซ) ที่ส่งผลต่อความผูกพันในงานของพนักงาน โดยใช้แบบสอบถาม ในการเก็บข้อมูล จำนวน 298 คน สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ
ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้จัดการการสื่อสารแบบญี่ปุ่นความผูกพันต่อองค์กร อยู่ในระดับมาก 4.09 , 4.14 , 4.17 และความผูกพันในงาน อยู่ในระดับมากที่สุด 4.22 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้จัดการประกอบด้วย การแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร มีค่า ( = 0.48) และด้านแบ่งปันอิทธิพล มีค่า ( = 0.41) ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร โดยมีอำนาจด้านพยากรณ์ ร้อยละ 78 2) ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้จัดการ การแบ่งปันอำนาจ มีค่า ( = 0.44)และการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร มีค่า ( = 0.40) ส่งผลต่อความผูกพันในงาน โดยมีอำนาจด้านพยากรณ์ ร้อยละ 54 3) การสื่อสารแบบญี่ปุ่น (โฮเรนโซ) ประกอบ ด้วยการติดต่อ มีค่า ( = 0.34) การปรึกษา มีค่า ( = 0.33) และการรายงาน มีค่า ( = 0.28) ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร โดยมีอำนาจด้านพยากรณ์ ร้อยละ 81 และ 4) การสื่อสารแบบญี่ปุ่น (โฮเรนโซ) ประกอบด้วย การรายงาน มีค่า ( = 0.40) การติดต่อ มีค่า ( = 0.33) ส่งผลต่อความผูกพ
Full Text : Download! |
||




Center of Academic Resource
Institute of Technology 1771/1, E Building, Fl. 2,
Pattanakarn Rd, Suan Luang, Bangkok, 10250
