fieldjournalid
![]() | สารนิพนธ์ (MBI) 2025 |
| 1. | แผนธุรกิจนวัตกรรมครีมทามือสำหรับวิถีชีวิตแบบอไจล์ [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ธันย์ชนก นาควิโรจน์ | ||
| การจัดทำแผนธุรกิจนวัตกรรมครีมทามือสำหรับวิถีชีวิตแบบอไจล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแผนธุรกิจนวัตกรรมครีมทามือที่ออกแบบสำหรับวิถีชีวิตแบบอไจล์ ที่มีความพร้อมที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และหาแนวทางในการดำเนินธุรกิจให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจให้บรรลุเป้าหมายในด้านต่างๆ ทั้งด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรม สภาพตลาด รูปแบบและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ การวางแผนการตลาด การวางแผนการบริหารจัดการและแผนทรัพยากรบุคคล การวางแผนทางการเงิน รวมไปถึงความเสี่ยงและปัจจัยความ สำเร็จ เพื่อให้เห็นแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และวางจำหน่าย มีกลยุทธ์ขององค์กรที่เน้นการเติบโตและกลยุทธ์ที่เน้นสร้างความแตกต่าง เพื่อให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ครีมทามือในเชิงนวัตกรรม โดยออกแบบให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ครีมทามือของกลุ่มเป้าหมายผู้หญิง Gen Y อายุระหว่าง 29-44 ปี ผ่านการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด และแผนการดำเนินงาน บริหารจัดการเพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายและวิสัยทัศน์ของแบรนด์
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การลงทุนในธุรกิจสามารถเป็นไปได้จริง สามารถบรรลุเป้าหมายของบริษัทได้ โดยบริษัทมีมูลค่าการลงทุนสุทธิ (NPV) เป็นบวก หรือเท่ากับ 606,978.03 บาท เช่นเดียวกับ อัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 34.90 อีกทั้ง ธุรกิจมีระยะเวลา คืนทุน (Payback Period) ประมาณ 2.2 ปี จึงมีความน่าสนใจและมีความเหมาะสมในการลงทุนระยะยาว
Full Text : Download! |
||
| 2. | การศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจชีวา ไรซ์ ข้าวอินทรีย์ [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : บัณฑิต ธรรมรักษา | ||
| การศึกษาความเป็นได้ของแผนธุรกิจนี้มุ่งเน้นการสร้าง ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่เข้มแข็งและโปร่งใส ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร ผ่านระบบ Contract Farming ที่มีมาตรฐาน รับรองด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ระดับกลางน้ำจะเน้น การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ผู้บริโภคภายในประเทศ แต่ยังเปิดโอกาสสู่ตลาดส่งออกได้ด้วย ในด้านการตลาดและแบรนด์ กลยุทธ์สำคัญคือ การเล่าเรื่อง (Brand Storytelling) ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงกับคุณค่าของสินค้า เช่น การสื่อสารถึงความใส่ใจของเกษตรกร วิถีเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน หรือผลลัพธ์เชิงสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดการใช้สารเคมี ขณะเดียวกันยังต้องกระจายช่องทางการขายให้ครอบคลุมทั้ง ตลาดออนไลน์ (E-commerce,Social Media, Marketplace) และออฟไลน์ (ร้านสุขภาพ ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงพยาบาล และกลุ่ม HoReCa) เมื่อพิจารณาในเชิงการเงิน หากดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ จะมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี และสามารถบรรลุจุดคุ้มทุนได้ภายในระยะเวลา 3-4 ปี ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าในการลงทุน โดยมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 0.14 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน ขณะที่อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) อยู่ที่ร้อยละ 12.64 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด แสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจทั้งในด้านผลตอบแทนทางการเงินและการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ นอกจากนี้ ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) อยู่ที่ 3.8 ปี ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจเกษตรอินทรีย์ที่ต้องอาศัยเวลาในการสร้างความเชื่อมั่นและฐานผู้บริโภคในตลาด
Full Text : Download! |
||
| 3. | ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเจตนาซื้อสินค้าเครื่องดื่มน้ำนมข้าวโอ๊ตของผู้บริโภคในจังหวัดกรุงเทพมหานคร. [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : พงศธร สุวัฒน์พิพัฒน์ | ||
| การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดและทัศนคติต่อแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อเจตนาซื้อสินค้าเครื่องดื่มน้ำนมข้าวโอ๊ตของผู้บริโภค ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริโภคที่อาศัยหรือทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 406 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ Multiple Regression Analysis ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ 36-55 ปี ระดับการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า มีรายได้เฉลี่ยต่อคน รายได้ 20,001-30,000 บาท อาชีพพนักงานเอกชน จำนวนเงินที่จะจ่ายในการซื้อแต่ละครั้งมากที่สุด คือ มากกว่า 100 บาทต่อครั้ง และความถี่ในการซื้อเครื่องดื่มน้ำนมข้าวโอ๊ต คือ ทุกวัน สำหรับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ผู้บริโภคให้ความเห็นในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์สะดวกต่อการบริโภคและเนื้อมันเบาบาง ดื่มง่าย ไม่เหนียวคอ ดื่มแทนน้ำเปล่าได้ รองลงมาคือด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านราคา และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ตามลำดับ โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเจตนาการซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด และปัจจัยด้านทัศนคติต่อแบรนด์
Full Text : Download! |
||
| 4. | แผนธุรกิจผู้จัดจำหน่ายและผลิตเครื่องมือที่ใช้สำหรับสีข้าว [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : วิรุฬห์ เกียรติกอบชัย | ||
| ในการจัดทำแผนธุรกิจในครั้งนี้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องมือที่ใช้สำหรับสีข้าว มีวัตถุประสงค์เพื่อมองหาหนทางและโอกาสในการดำเนินของธุรกิจต่อไปในอนาคต และเพื่อความยั่งยืนของบริษัทและการมองเห็นซึ่งคู่แข่งขอบริษัทและตลาดมีการเติบโตไปได้มากขนาดไหนและเพื่อสามารถทำให้ธุรกิจนี้มาสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยการวิเคราะห์รอบด้านทั้ง จุดแข็ง และจุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของธุรกิจ โดยพบว่าจุดแข็งขอบริษัทคือการที่สามารถผลิตสินค้าได้เองและมีช่างฝีมือที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าขึ้นมาเองได้จึงทำให้ราคาถูกและเป็นที่รู้จักมาอย่างนาน แต่จุดอ่อนยังคือยังจำเป็นที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบภายนอกเช่นการซื้อวัตถุดิบต่างๆ มาผลิตและสินค้าบางอย่างยังไม่มีการผูกขาดกับทางบริษัททั้งหมดทุกผลิตภัณฑ์ แต่ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคู่แข่งทางตรงของบริษัทแล้วบริษัทจะมีความได้เปรียบคือการที่เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนาน ราคาถูก สามารถสั่งผลิตได้ตามจำนวนที่ต้องการและสามารถ Custom ขนาดให้ผลิตภัณฑ์เพราะกับโรงสีข้าวตามขนาดได้ แต่ยังมีความน่ากังวลคือคู่แข่งทางตรงมีทั้งหมด 3 บริษัท จึงทำให้เกิดการจัดทำแผนธุรกิจนี้และหาความได้เปรียบในการแข่งขันที่จะนำเสนอไปสู่กลยุทธ์ในการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ รวมไปถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อทำการวางแผนล่วงหน้า เตรียมพร้อมรับความเสี่ยงที่พร้อมเกิดขึ้นในอนาคต
Full Text : Download! |
||
| 5. | การศึกษาการปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของแผนกเย็บ กรณีศึกษา การใช้กลุ่มเครื่องมือวิเคราะห์และขจัดความสูญเปล่าในกระบวน การผลิต [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : เสฐกิจ สกุลหงษ์ | ||
| การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอุตสาหกรรมการ์เมนต์ กรณีศึกษาโรงงานอุตสาหกรรม XYZ ของแผนกเย็บ SW 116 ซึ่งรับหน้าที่ผลิตเสื้อยืดกีฬา ที่กำลังประสบปัญหาในกระบวนการผลิตเนื่องจากผลิตชิ้นงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยมีการกำหนดเป้าหมายการผลิตคือ 100 ชิ้นต่อชั่วโมง แต่จากข้อมูลปัจจุบันพบว่ากำลังการผลิตในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 56 ชิ้นต่อชั่วโมง ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ทั้งนี้สาเหตุหลักมาจากปริมาณงานระหว่างกระบวนการ (Work in Process : WIP) ที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดความสูญเปล่าในสายการผลิต การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เครื่องมือวิเคราะห์และขจัดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต อาทิ การวิเคราะห์สาเหตุด้วย Why-Why Analysis, การจัดสมดุลสายการผลิตด้วย Yamazumi Chart และการดำเนินกิจกรรมปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Kaizen) โดยมีแนวทางในการปรับปรุง เช่น การปรับเปลี่ยนผังพื้นที่การผลิตให้เป็นในรูปแบบของการส่งต่องานชิ้นต่อชิ้น (One Piece Flow) การเฉลี่ยปริมาณงานระหว่างสถานี และการกำหนดมาตรฐานการทำงาน จากผลการดำเนินการพบว่าสามารถเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 56 ชิ้นต่อชั่วโมงเป็น 79 ชิ้นต่อชั่วโมง คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 41 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์และขจัดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตของแผนกเย็บ SW 116 ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ใกล้เคียงกับความต้องการของผู้บริโภคหรือเป้าหมายที่กำหนดได้มากยิ่งขึ้น
Full Text : Download! |
||
| 6. | ปัจจัยด้านบุคคล กระบวนการถ่ายโอนความรู้และอุปถัมภ์จากองค์กรส่งผลต่อความสำเร็จในการถ่ายโอนความรู้งานออกแบบแม่พิมพ์ชิ้นส่วนรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย. [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ธนากร แขมเกษม | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับปัจจัยด้านบุคคล ด้านกระบวนการถ่ายโอนความรู้ ด้านอุปถัมภ์ด้านองค์กร และความสำเร็จของการถ่ายโอนความรู้ 2. เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความความสำเร็จในการถ่ายความรู้ และ 3. ศึกษาปัจจัยด้านบุคคล กระบวนการถ่ายโอน และอุปถัมภ์ด้านองค์กรที่ส่งผลต่อความความสำเร็จในการถ่ายความรู้ โดยใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับการออกแบบแม่พิมพ์จำนวน 101 คน โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ
ผลการศึกษาระดับพบว่า ด้านบุคคลอยู่ในระดับมาก ด้านกระบวนการถ่ายโอนความรู้ อุปถัมภ์องค์กร ความสำเร็จในการถ่ายโอนความรู้อยู่ในระดับมากทุกด้าน
ผลการเปรียบเทียบ พบว่า พนักงาน Gen-X มีความสำเร็จในการถ่ายโอนความรู้มากกว่าพนักงาน Gen-Y และพนักงานออกแบบที่มีความเข้าใจในคำศัพท์ทางเทคนิคมากกว่าจะมีความสำเร็จในการถ่ายโอนความรู้ในงานออกแบบด้านคุณภาพและการส่งมอบมากกว่า นอกจากนั้น พนักงานออกแบบที่ใช้ล่ามแปลการถ่ายโอนความรู้มากกว่าจะมีความสำเร็จในการถ่ายโอนความรู้ในงานออกแบบด้านคุณภาพมากกว่า
ผลการศึกษายังพบว่า อุปถัมภ์จากองค์กรด้านความสามารถในการดูดซับ และทรัพยากรองค์กรส่งผลต่อความสำเร็จในการถ่ายโอนด้านคุณภาพ โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จในการถ่ายโอนความรู้ด้านคุณภาพ ร้อยละ 59.0 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในขณะที่ความสามารถในการดูดซับส่งผลต่อความสำเร็จในการถ่ายโอนด้านการส่งมอบ โดยสามารถพยากรณ์ความสำเร็จในการส่งมอบได้ร้อยละ 34.7
Full Text : Download! |
||
| 7. | ส่วนประสมการตลาด (7Ps) และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ และการตัดสินใจซื้อของลูกค้าอุตสาหกรรมผลิตสี หมึกพิมพ์ และพลาสติก [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ศาศวัต ไชยพิเดช | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ความพึงพอใจ และการตัดสินใจซื้อ 2. ศึกษาส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจและการตัดสินใจซื้อ และ 3. เพื่อเปรียบเทียบลักษณะลูกค้าที่ส่งผลต่อความพึงพอใจและการตัดสินใจซื้อ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากฝ่ายจัดซื้อหรือผู้บริหารในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 154 บริษัท โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ และการวิเคราะห์ความแปรปรวน
ผลการศึกษาพบว่า ส่วนผสมทางการตลาดด้านการให้บริการของบุคลากร ระดับมากที่สุด รองลงมา คือด้านกระบวนการ ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.31 ส่วนการทำกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ด้านการบริหารการสื่อสารระหว่างกัน ระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.10 รองลงมาคือการเข้าใจความคาดหวังของลูกค้า ระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.09 ความพึงพอใจในสินค้าและบริการของบริษัท ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.30 และ การตัดสินใจซื้อ ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.14
Full Text : Download! |
||
| 8. | แผนธุรกิจ ข้าวซอยแช่แข็ง ตรารสล้านนา [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ศาศวัต สายฟ้า | ||
| แผนธุรกิจ ข้าวซอยแช่แข็ง ตรารสล้านนา มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำได้แก่ 1. เพื่อวางแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างมีระบบ โดยกำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ และแนวทางการดำเนินงานในการผลิตและจำหน่ายข้าวซอยแช่แข็ง ตรารสล้านนา ให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของโครงการธุรกิจ โดยวิเคราะห์ศักยภาพของตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ต้นทุนการผลิต ช่องทางจัดจำหน่าย และผลตอบแทนจากการลงทุน โดยมุ่งเน้นการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารแช่แข็งในประเทศไทย อาทิเช่น สภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหลังยุคโควิด-19 รวมถึงกลยุทธ์ทางการตลาด การวางแผนดำเนินงาน และการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ยังรวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและปัจจัยสู่ความสำเร็จของธุรกิจ เพื่อนำมาประกอบการกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ธุรกิจมีความพร้อมและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การลงทุนในแผนธุรกิจ ข้าวซอยแช่แข็ง ตรารสล้านนาสามารถดำเนินการได้จริงและมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ โดยสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) พบว่า บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากการลงทุนในโครงการเป็นบวก 2,342,081.31 บาท อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับกระแสเงินสดสุทธิที่โครงการดำเนินตลอดระยะเวลา 5 ปี กับเงินลงทุนเริ่มต้น พบว่า อัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR) เท่ากับ 15.98% และเมื่อพิจารณาถึงกระแสเงินสด พบว่า เงินลงทุนทั้งหมดที่ใช้สำหรับการลงทุนเริ่มต้น มีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) เท่ากับ 2 ปี ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
Full Text : Download! |
||
| 9. | ส่วนประสมทางการตลาด 7Ps และทัศนคติส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำเครื่องดื่มชาเขียวประเภทมัทฉะของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : สกรรจ์พล เขมะกุลนันท์ | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทัศนคติส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำเครื่องดื่มชาเขียวประเภทมัทฉะของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ 2) ส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำเครื่องดื่มชาเขียวประเภทมัทฉะของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ เก็บข้อมูลจากผู้บริโภคที่เคยซื้อและดื่มสินค้าชาเขียวประเภทมัทฉะพร้อมดื่มในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างมีจํานวนทั้งสิ้น 400 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ สถิติการการถดถอยเชิงพหุ
ผลการศึกษาพบว่า
1) ทัศนคติ ด้านพฤติกรรม ด้านอารมณ์และความรู้สึกส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำเครื่องดื่มชาเขียวประเภทมัทฉะผู้บริโภคในกรุงเทพฯ มีอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 58.2 (R2 = 0.582) ในขณะที่ทัศนคติด้านความรู้และความเข้าใจ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำเครื่องดื่มชาเขียวประเภทมัทฉะของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
2) ส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านกระบวนการส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำเครื่องดื่มชาเขียวประเภทมัทฉะผู้บริโภคในกรุงเทพฯ มีอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 61.4 (R2 = 0.614) ในขณะที่ส่วนประสมทางการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านบุคลากร ด้านกายภาพ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำเครื่องดื่มชาเขียวประเภทมัทฉะของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
Full Text : Download! |
||
| 10. | การศึกษาองค์ประกอบที่มีผลต่อการตัดสินใจจ้าง พนักงานภายนอกในงานออกแบบและวิจัยพัฒนายานยนต์ในประเทศไทย [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ชวลิต วิทยสินธนา | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
1.เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจลักษณะของงานออกแบบและวิจัยพัฒนายานยนต์ที่มีการเลือกใช้หรือไม่เลือกใช้พนักงานภายนอก
2.เพื่อค้นหาและระบุปัจจัยที่ผู้บริหารพิจารณาในการตัดสินใจจ้างพนักงานภายนอกในงานออกแบบและวิจัยพัฒนายานยนต์ในประเทศไทย
3.เพื่อจัดกลุ่มและสังเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ค้นพบจากข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษากระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารภายใต้บริบทของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีความซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และแรงกดดันด้านต้นทุน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้บริหารจำนวน 16 รายจากผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับ Tier 1 และผู้ให้บริการพนักงานภายนอกด้านงานวิจัยและพัฒนา และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า การตัดสินใจจ้างพนักงานภายนอกในงานออกแบบและวิจัยพัฒนายานยนต์เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดยพิจารณาปัจจัยหลายมิติร่วมกัน ได้แก่ ต้นทุนและความคุ้มค่า ลักษณะของงาน ความเสี่ยงด้านองค์ความรู้ ข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคล และบริบทองค์กร ทั้งนี้ การใช้พนักงานภายนอกถูกมองเป็นเครื่องมือในการเพิ่มความยืดหยุ่นขององค์กร มากกว่าการมุ่งลดต้นทุนแรงงานเพียงอย่างเดียว
Full Text : Download! |
||




Center of Academic Resource
Institute of Technology 1771/1, E Building, Fl. 2,
Pattanakarn Rd, Suan Luang, Bangkok, 10250
