fieldjournalid
![]() | สารนิพนธ์ (MBJ) 2025 |
| 1. | การศึกษาแนวทางยกระดับมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย ตามแนวทางความยั่งยืน (Sustainability Framework) กรณีศึกษาโรงงานอุตสาหกรรม ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : กวิสรา วัฒนกีสุนทร | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) วิเคราะห์สถานภาพปัจจุบันและปัจจัยอุปสรรคต่อการยกระดับสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) สู่มาตรฐานความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรม 2) วิเคราะห์การดาเนินงานด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมการผลิตทั่วไป (โลหะ/ชิ้นส่วน/เครื่องจักร) และ 3) ศึกษาแนวทางการดาเนินงานตามกรอบแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) และ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของผู้ประกอบการ SME ในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME จานวน 7 ราย ครอบคลุมทั้งสามอุตสาหกรรม ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีมตามแนวทางอุปนัย
ผลการศึกษาพบว่า การดาเนินงานด้านความยั่งยืนมีความแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปมีความสอดคล้องกับแนวคิด BCG อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะด้านการใช้ทรัพยากรชีวภาพและการนาของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ ขณะที่อุตสาหกรรมพลาสติกมุ่งเน้นการลดของเสีย การจัดการวัสดุ และการปรับตัวต่อข้อกาหนดด้านสิ่งแวดล้อมของตลาด ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตทั่วไปให้ความสาคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังเผชิญข้อจากัดสาคัญ ได้แก่ ต้นทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ และความพร้อมของระบบบริหารจัดการภายในองค์กร
ข้อเสนอแนะจากการศึกษา พบว่าการประยุกต์ใช้แนวคิด ESG และ BCG ใน SME ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม
Full Text : Download! |
||
| 2. | ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งานแอพพลิเคชั่น LINE [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : มฆเรศ ฉันทวิบูลชัย | ||
| สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งานแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) 2. เพื่อทราบถึงรูปแบบอิทธิพลที่ปัจจัยส่งผลต่อการยอมรับ 3. เพื่อทราบขนาดอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ ที่มีต่อการยอมรับ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสะดวกจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 430 คน
ผลการวิเคราะห์พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ประกอบอาชีพเจ้าของกิจการ และเห็นด้วยที่จะยอมรับแอพพลิเคชั่นไลน์ และจากการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยโปรแกรม SPSS พบว่าปัจจัยที่มีที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับ ได้แก่ การรับรู้ถึงความใช้ง่าย ความเชื่อมั่น คุณภาพของระบบ คุณสมบัติที่น่าสนใจ และ ความเสี่ยงที่รับรู้
ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นสื่อสารต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากผลการวิจัยนี้ โดยการมุ่งพัฒนาให้แอพพลิเคชั่นใช้งานง่าย น่าเชื่อถือ มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์และคุณสมบัติที่น่าสนใจ และขจัดความเสี่ยงต่างๆ ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 1) ควรเพิ่มการศึกษาตัวแปรอื่นๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น 2) ควรเพิ่มงานวิจัยที่เก็บข้อมูลระยะยาวเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ทำจำกัดเพียงช่วงเวลาเดียว และ 3) ควรเพิ่มงานวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น
Full Text : Download! |
||
| 3. | การศึกษาปัจจัยและอุปสรรคที่มีผลต่อการนำเทคโนโลยี IIoT มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานในภาคอุตสาหกรรม. [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : พิระวุฒิ อินทร์พรหม | ||
| การวิจัยเรื่องการศึกษาปัจจัยและอุปสรรคที่มีผลต่อการนำเทคโนโลยี Industrial Internet of Things (IIoT) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานในภาคอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน ติดตั้ง และใช้งานเทคโนโลยี IIoT เพื่อการจัดการ พลังงานในภาคอุตสาหกรรมไทย และ 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกระบวนการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้จริงในองค์กรอุตสาหกรรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารร่วมกับการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงจากองค์กรเป้าหมายจำนวน 72 องค์กร ก่อนคัดกรองจนเหลือองค์กรที่เข้าร่วมการวิจัย 12 องค์กร โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลักองค์กรละ 1 คน ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การสกัดคำสำคัญ การนับความถี่คำสำคัญ การจัดกลุ่มเชิงธีม และการเปรียบเทียบข้ามองค์กร
ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการตัดสินใจลงทุนและการนำเทคโนโลยี IIoT มาใช้ ได้แก่ ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบเดิม การเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ การตรวจสอบย้อนหลัง และการควบคุมกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนจากผู้บริหารและความสอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานขององค์กร ซึ่งช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสนับสนุนการตัดสินใจได้แม่นยำยิ่งขึ้น ขณะที่อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ความไม่พร้อมของบุคลากร การขาดทักษะและความรู้เฉพาะทาง การบริหารการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร
Full Text : Download! |
||
| 4. | ปัจจัยส่วนบุคคล แรงจูงใจ พฤติกรรมผู้บริโภคและการรับรู้คุณค่าที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักสะสมดาบคาตานะ [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : พิชญ์สินี ปุลพรนันท์ | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลส่งผลต่อความพึงพอใจของนักสะสมดาบคาตานะแตกต่างกัน 2) ศึกษาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักสะสมดาบคาตานะแตกต่างกัน 3) ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักสะสมดาบคาตานะแตกต่างกัน 4) ศึกษาการรับรู้คุณค่าที่รับรู้ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักสะสมดาบคาตานะแตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ นักสะสมดาบคาตานะในประเทศไทย จำนวน 466 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การทดสอบของกลุ่มตัวอย่างที่มีความเป็นอิสระต่อกัน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ
ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลส่งผลต่อความพึงพอใจของนักสะสมดาบคาตานะแตกต่างกัน จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบด้วยอายุ รายได้ ประสบการณ์ในการซื้อดาบคาตานะ ประเภทของดาบคาตานะ และช่องทางหลักในการซื้อดาบคาตานะแตกต่างกันส่งผลต่อความพึงพอใจของนักสะสมดาบคาตานะไม่แตกต่างกัน และ 2) ผลการตรวจสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับแรงจูงใจในการสะสมดาบคาตานะ พบว่า แรงจูงใจส่งผลต่อความพึงพอใจของนักสะสมดาบคาตานะแตกต่างกัน และ 3) ผลการตรวจสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในการสะสมดาบคาตานะ พบว่า พฤติกรรมผู้บริโภคส่งผลต่อความพึงพอใจของนักสะสมดาบคาตานะแตกต่างกัน และ 4) ผลการตรวจสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับการรับรู้คุณค่าในการสะสมดาบคาตานะ พบว่า การรับรู้คุณค่าด้านหน้าที่ ด้านสังคม ด้านอารมณ์ และด้านเงื่อนไข ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักสะสมดาบคาตานะแตกต่างกัน
Full Text : Download! |
||
| 5. | : ลักษณะประชากรศาสตร์และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้อ่านหนังสือนิยายวายในจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : พิชญ์สิตา พริมาวิกุล | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เปรียบเทียบลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้อ่านหนังสือนิยายวาย 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้อ่านหนังสือนิยายวายในจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ ผู้ที่เคยอ่านหนังสือนิยายวายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 412 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรต้นและตัวแปรตาม
ผลการศึกษาพบว่าระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.30 และความพึงพอใจโดยรวมของผู้อ่านอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.35 โดย 1) ผลการเปรียบเทียบลักษณะประชากรศาสตร์ พบว่า อายุ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความพึงพอใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่เพศและอาชีพส่งผลต่อความพึงพอใจไม่แตกต่างกัน และ 2) ผลการตรวจสอบสมมติฐาน พบว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านลักษณะทางกายภาพมีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านราคา ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้อ่านหนังสือนิยายวาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านกระบวนการให้บริการ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้อ่านหนังสือนิยายวายอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
Full Text : Download! |
||
| 6. | ความคาดหวังและการรับรู้ต่อการเรียนภาษาญี่ปุ่นหมวดศึกษาทั่วไปของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น. [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ศรุฒ บุรณศรี | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อความคาดหวังของนักศึกษาที่มีต่อหลักสูตรภาษาญี่ปุ่น JPN 2) เพื่อเปรียบเทียบประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อการรับรู้ของนักศึกษาที่มีต่อหลักสูตรภาษาญี่ปุ่น JPN 3) เพื่อเปรียบเทียบความคาดหวังและการรับรู้ของนักศึกษาที่มีต่อหลักสูตรภาษาญี่ปุ่น JPN กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1–3 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา JPN-101 ถึง JPN-301 จำนวน 339 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เกี่ยวกับความคาดหวังและการรับรู้ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการประเมินผลการสอน ด้านปัจจัยสนับสนุนการเรียนการสอน และด้านผู้สอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Paired Sample t-test)
Full Text : Download! |
||
| 7. | การศึกษาความพึงพอใจและการตัดสินใจซื้อนวัตกรรมเซนเซอร์วิเคราะห์สุขภาพและพฤติกรรม. [แสดงบทคัดย่อ] [ซ่อนบทคัดย่อ] | |
| ผู้แต่ง : ธัญญวดี พลศักดิ์ | ||
| การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อนวัตกรรมเซนเซอร์วิเคราะห์สุขภาพและพฤติกรรม ของผู้ใช้งานในประเทศญี่ปุ่น 2) เพื่อนำผลการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น มาเป็นแนวทางในการประเมินความเป็นไปได้และการตัดสินใจซื้อนวัตกรรมเซนเซอร์วิเคราะห์สุขภาพและพฤติกรรม ของกลุ่มผู้บริโภคในประเทศไทย ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวม 41 ท่าน แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 11 ท่าน ประกอบด้วยตัวแทนองค์กรและผู้สูงอายุ และระยะที่ 2 ประเทศไทย จำนวน 30 ท่าน ประกอบด้วยบุตรหลานวัยทำงาน ผู้สูงอายุ และผู้บริหารสถานประกอบการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษาพบว่า 1) ในประเทศญี่ปุ่นนวัตกรรมนี้สร้างความพึงพอใจสูงสุดผ่านการส่งมอบความอุ่นใจให้แก่ทุกฝ่าย แม้ผู้สูงอายุจะหวงแหนความเป็นส่วนตัวแต่ความกังวลต่อการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวทำให้เกิดการยอมรับเทคโนโลยี โดยมีการตัดสินใจซื้อผ่านคำแนะนำขององค์กรตัวแทนเป็นหลัก 2) ในประเทศไทย อำนาจการตัดสินใจซื้อที่แท้จริงอยู่ที่บุตรหลานวัยทำงาน ซึ่งยินดีจ่ายค่าบริการในรูปแบบสมาชิกรายเดือนที่ระดับ 500-1,000 บาท ผู้บริโภคปฏิเสธการโฆษณาผ่านอินฟลูเอนเซอร์ แต่เชื่อถือเสียงสะท้อนจากผู้ใช้จริงและบุคคลในครอบครัวสูงสุด ด้านผู้สูงอายุมีทัศนคติที่ซับซ้อนต่อกล้องวงจรปิด โดยให้ความสำคัญกับการรักษาอำนาจในการควบคุม และสิทธิส่วนบุคคล นวัตกรรมเซนเซอร์ไร้กล้องจึงตอบโจทย์ความเป็นกลางได้ดีที่สุด นอกจากนี้ การตัดสินใจซื้อยังต้องอาศัยการสัมผัสอุปกรณ์จริงที่หน้าร้านและการมอบสิทธิช่วงทดลองใช้งาน
Full Text : Download! |
||




Center of Academic Resource
Institute of Technology 1771/1, E Building, Fl. 2,
Pattanakarn Rd, Suan Luang, Bangkok, 10250
